ในหลวง
สรรค์สร้าง
 

             เนื้อหาหลัก


 
>>เสาเข็มเจาะ (Bored  Pole )

>>การทำเข็มเจาะ (Bore Piles)

สำหรับอาคาขนาดใหญ่

>>เจาะเปียก (Wet Process)

>>เจาะแห้ง (Dry Process)

>>มาตรฐานขั้นต่ำของขนาด

และจำนวนเหล็กเสริมในเสาเข็มเจาะ

>>ข้อกำหนดเสาเข็มเจาะ  

>>การวางแผนภาษีของอพาร์ท

เม้นท์หรือห้องเช่า

>>กับดักฮ้วงจุ้ย

>>อุปกรณ์และเครื่องมือกา

เสาเข็มเจา

>>เข็มเจาะ

>>กฎหมายน่ารู้

 

 

 

 







                       
                                                 

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการสร้างบ้าน


  เสาเข็มเจาะ ( BORED  POLE )

เป็นเสาเข็มชนิดหนึ่ง ที่วิศวกรออกแบบโครงสร้างอาคาร นิยมใช้กับฐานรากอาคารที่มีข้อจำกัด เช่น บริเวณที่จะตอกเข็มมีอาคารที่มีความเสี่ยงต่อการพัง เช่น อาคารที่มีลักษณะรอยแตก รอยแยกอยู่แล้ว อาคารมีลักษณะการทรุดตัวอยู่แล้ว     

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/838/7838/images/P.10.gif

เสาเข็มเจาะ แน่.... ตรงที่ดินไม่เคลื่อนตัวไปดันสิ่งก่อสร้างอาคารข้างเคียง เพราะดินที่จะเคลื่อนตัวได้ถูกเจาะออกมา  สังเกตง่ายๆ เสาเข็มเจาะขนาดเล็ก จะมีขาเหล็ก 3 ขามาตั้ง มีปลอกเหล็กตอกลงไปในดิน มีกระเช้าตักดิน เวลาที่เจาะจะมีเสียงดังบ้าง ก็อย่ากังวล อาจจะรำคาญก็ให้อภัยเถอะครับ อีกไม่นานเขาเจาะเสร็จก็กลับบ้านเราที่อยู่ข้างๆ ไม่มีความเสียหายอะไร นอกจากความรำคาญจากเสียง เสาเข็มเจาะถ้าอยู่ในบริเวณที่โล่งๆ ก็จะเทคอนกรีตด้วยรถผสมคอนกรีตสำเร็จ หากอยู่ในที่แคบมากๆ ก็จะผสมคอนกรีตเองโดยใช้ปูน ทราย หิน ผสมลงโม่ผสมปูน
    

  • เสาเข็มเจาะ มีราคาแพงกว่าเสาเข็มตอกเกือบเท่าตัว การใช้เสาเข็มเจาะ ใช้เพราะความจำเป็น และ ข้อจำกัดส่วนเรื่องความมั่นคงแข็งแรงทางวิศวกรรมนั้นเท่ากัน วิศวกรออกแบบภายใต้ความแข็งแรงเดียวกับเสาเข็มตอก ออกแบบภายใต้หลักการวิศวกรรมเดียวกัน

เสาเข็มเจาะวันนี้ มีใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการก่อสร้าง เพราะการสร้างต่างๆ มีอาคารข้างเคียงมากมาย เสาเข็มเจาะแน่ตรงที่การต่อเติมอาคาร ฐานรากของอาคารใหม่ ไม่สามารถเจาะตอกเสาเข็มได้ เพราะมีข้อจำกัด เรื่องสถานที่คับแคบ และ ไม่มีผลกระทบจากการเคลื่อนตัวของดิน ก็ต้องหันมาใช้เสาเข็มเจาะ

>>>>กลับไปด้านบน<<<<

การทำเข็มเจาะ (Bore Piles) สำหรับอาคารขนาดใหญ่

ขั้นตอนการทำเข็มเจาะ (Bore Piles) สำหรับอาคารขนาดใหญ

การทำเข็มเจาะ มี 2 แบบ คือ เจาะเปียก (Wet Process) และ เจาะแห้ง (Dry Process)

1. เจาะเปียก (Wet Process)

ขั้นตอนที่ 1 ให้ใส่ปลอกเหล็ก WET PROCESS
1.1ให้ ใส่ปลอกเหล็ก ( STELL CASING ) เพื่อป้องกันดินส่วนบนพัง ยาวไม่น้อยกว่า 14.00 ม. และปลายปลอกเหล็กจะต้องลึกเลยชั้น SOFT CLAY ในช่วงความยาวภายในปลอกเหล็กนี้จะขุดโดยไม่เติม DRILLING LIQUID ลงในหลุมก็ได้ เนื่องจากมีปลอกเหล็กป้องกันดินพังติดตั้งอยู่แล้ว เมื่อขุดเลยระดับใต้ปลอกถ้ามีน้ำไหลเข้ามาในปลอกจะต้องใส่ LIQUID โดยใช้ BENTONITE เพื่อทำหน้าที่ต้านแรงดันภายในหลุมที่จะทำให้เกิดการพังทลายได้
1.2 เมื่อทำการเจาะจนถึงระดับที่ต้องการแล้ว ก่อนการติดตั้งเหล็กเสริมจะต้องตรวจสอบความดิ่งและการพังทลายของหลุมเจาะ ด้วยวิธี หรือเครื่องมือที่เหมาะสมหากทราบว่ามีการพังทลายเกิดขึ้นจะต้องชักโครงเหล็ก ขึ้นมาทำการแก้ไขให้เรียบร้อย จึงลงโครงเหล็กเสริมใหม่
1.3 เมื่อวางโครงเหล็กเสริม และตรวจสอบกับรูเจาะเรียบร้อยแล้ว จึงทำการเทคอนกรีตได้ BENTONITE SLURRY โดยใช้ท่อ TREMIE PIPE ที่มีขนาดพอเหมาะใส่ลงไปในหลุมเข็มเจาะจนเกือบถึงก้นหลุม โดยให้ปลายท่อห่างกับหลุมเพียงเล็กน้อย โดยมี PLUG อยู่ในท่อ ลอยอยู่เหนือ SLURRY PLUG อาจใช้ลูกบอลยาง โฟม หรือ สารชนิดอื่น ๆ ที่วิศวกรผู้ออกแบบเห็นชอบแล้ว TREMIE PIPE จะต้องฝังอยู่ในคอนกรีตประมาณ 2.00 ม. ซึ่งอาจน้อยกว่าได้ตามสภาพความเหมาะสมแต่ในขณะดัดต่อท่อ TREMIE ท่อต้องจมอยู่ในเนื้อคอนกรีตประมาณ 3-5 ม. ขณะเทคอนกรีตต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณคอนกรีตที่เท เทียบกับปริมาณตามแบบไว้ทุกระยะการเทในขณะเทคอนกรีตท่อ TREMIE PIPE จะหลุดจากคอนกรีตที่เทแล้วในหลุมเจาะไม่ได้
1.4 ให้หล่อคอนกรีตหัวเสาเข็ม สูงกว่าระดับที่ต้องการประมาณ1.20-1.50
1.5 เมื่อเทคอนกรีตจนได้ระดับแล้ว จึงทำการถอนปลอกขึ้นได้
1.6 หากวิธีการเจาะหรือตรวจสอบใด ๆ ที่มิได้กล่าวไว้แล้วก็ตาม หากระหว่างการทำงาน ผู้รับจ้างเห็นว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมใด ๆ เพื่อให้งานที่คุณภาพดีขึ้น ผู้รับจ้างจะต้องเสนอต่อคณะกรรมการตรวจการจ้าง หรือวิศวกรผู้ควบคุมงาน เพื่อให้ความเห็นชอบ
1.7 BENTONITE SLURRY
- BENTONITE SLURRY ที่ใช้ต้องมีคุณสมบัติ
ก. ค่า PH ไม่ต่ำกว่า 7 ทดสอบโดยวิธี PH indicator paper atripa
ข. DENSITY อยู่ระหว่าง 1.05 - 1.2 ตัน/ลบ.ม. และปริมาณที่ใช้ผสม 2-6%
ค. VISCOSITY อยู่ระหว่าง 30 - 90 SEC> ( MARCH`CONE TEST )
ง. SAND CONTENT ไม่เกิน 6% ทดสอบโดย NO. 200 Seive H.S.MESH ค่าเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจการจ้างในกรณีที่คณะกรรมการตรวจการ จ้างหรือวิศวกรผู้ควบคุมงาน เห็นว่า BENTONITE นั้นสกปรกหรือมีคุณสมบัติต่าง ๆ ไม่เหมาะสมที่จะใช้งานต่อไปแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบการจ้างหรือวิศวกรผู้ควบคุมงานมีสิทธิ์ที่จะห้ามใช้ BENTONITE SLURRY นั้นได้
จ. จะต้องทดสอบคุณสมบัติเหล่านี้ จาก BENTONITE SLURRY ในหลุมเจาะจริงด้วย

ขั้นตอนที่ 2 ข้อกำหนดของคอนกรีต
2.1 คอนกรีตที่ใช้ทำเสาเข็มเจาะ จะต้องมีกำลังอัดประลัยของคอนกรีตมาตรฐาน รูปทรงลูกบาศ์ก ( CUBE ) 0.15x0.15x0.15 เมื่อมีอายุ 28 วัน ไม่น้อยกว่า280 KSC. โดยมีค่ายุบตัวอยู่ระหว่าง 15-20 ซม. ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ดแลนด์ประเภทที่ 1
2.2 คอนกรีตที่ใช้งานเสาเข็มเจาะ ต้องมีเวลาการก่อตัวไม่น้อยกว่า 5 ซม. และต้องเหมาะสมกับระยะเวลาการเทคอนกรีต
2.3 ผู้รับจ้างงานเสาเข็มเจาะ ต้องเสนอ MIX DESIGN ให้คณะกรรมการตรวจการจ้างพิจารณาอนุมัติ การเสนอ จะต้องส่งผลการทดสอบกำลังอัดมาด้วย อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบในเรื่องคุณภาพ คุณสมบัติของคอนกรีตที่เทยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง
2.4 การเก็บตัวอย่างแท่งคอนกรีตของเสาเข็มเจาะ 1 ตัน เก็บตัวอย่างไม่น้อยกว่า 3 ชุด ชุดละ 3 แท่ง และค่าใช้จ่ายในการเก็บตัวอย่าง การทดสอบ ผู้รับจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ขั้นตอนที่ 3 ข้อกำหนดของการเสริมเหล็กในเสาเข็มเจาะ
เหล็กยืน ให้เสริมขนาดตั้งแต่ 12 มม. ขึ้นไปให้ใช้เหล็กข้ออ้อย SD-40 ตามมาตรฐาน มอก. และมีปริมาณไม่น้อยกว่า 0.5% ขอยหน้าตัดเสาเข็ม
เหล็กปลอกให้เสริมขนาด 9 มม. ระยะ 0.30 ม.ให้ใช้เหล็กกลม SR-24 ตามมาตรฐาน มอก.

ขั้นตอนที่ 4 การทดสอบการรับน้ำหนักปลอดภัยของเสาเข็มเจาะ โดยการทำ จะต้องทดสอบตามมาตรฐาน

ขั้นตอนที่ 5 การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะ โดยวิธี

ขั้นตอนที่ 6 การบันทึกรายงานการทำเสาเข็มเจาะ
รายละเอียดดังนี้
6.1 วัน เดือน ปี าที่ทำการเจาะและเทคอนกรีตของเสาเข็ม
6.2 หมายเลขกำหนดตำแหน่งเสาเข็มเจาะ
6.3 ระดับดินเดินก่อนทำการเจาะ
6.4 ระดับปลายเสาเข็ม
6.5 ระดับหัวเสาเข็ม
6.6 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางและความยาวเสาเข็มเจาะ
6.7 รายละเอียดเหล็กเสริมเสาเข็มเจาะ
6.8 ความคลาดเคลื่อนของศูนย์และระยะเบี่ยงเบนของเสาเข็มในแนวดิ่ง
6.9 รายละเอียดของชั้นดิน จะต้องเก็บตัวอย่างของชั้นดิน ณ จุดที่ทำเสาเข็มส่งให้วิศวกรผู้ออกแบบ และจะต้องจัดทำรายการของชั้นดินที่ผิดแปลกไปส่งให้วิศวกรผู้ออกแบบทราบทันที
6.10 รายละเอียด อุปสรรคที่เกิดขึ้นหรือเหตุผิดปกติต่างๆจะต้องแก้ไขให้สำเร็จถูกต้องตามหลักวิชาการ


                                                >>>>กลับไปด้านบน<<<<

2. เจาะแห้ง (Dry Process)

ขั้นตอนที่ 1 การจัดเครื่องมือเข้าศูนย์กลางเสาเข็มเจาะ
ปรับ ตั้ง 3 ขา ให้ได้แนวศูนย์กลางของเสาเข็ม เมื่อตรวจสอบถูกต้องแล้ว ตอกหลักยึดแท่นเครื่องมือให้แน่น แล้วใช้กระเช้าเจาะนำเป็นรูลึกประมาณ 1.00 เมตร
ขั้นตอนที่ 2 การตอกปลอกเหล็กชั่วคราว
2.1 ขนาดและความยาวของปลอกเหล็กชั่วคราว
ปลอก เหล็กชั่วคราวจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 ซม 43 ซม 50 ซม 60 ซม เสาเข็มเจาะซึ่งแต่ละท่อนจะมีความยาวประมาณ 1.00 เมตร ต่อกันด้วยระบบเกลียวในการทำงานจะตอกปลอกเหล็กผ่านชั้นดินอ่อน ซึ่งอยู่ด้านบนจนกระทั่งถึงขั้นดินแข็งปานกลาง เพื่อป้องกันการเคลื่อนพังของผนังรูเจาะในขั้นดินอ่อนและป้องกันน้ำ
ใต้ดินไม่ให้ไหลซึมเข้าในรูเจาะอันจะเป็นผลให้คุณภาพของคอนกรีตไม่ดีเท่าที่ควร
2.2 การควบคุมตำแหน่งให้ถูกต้องและอยู่ในแนวดิ่ง
ใน การทำงาน การตอกปลอกเหล็กชั่วคราวลงไปแต่ละท่อนจะมีการตรวจสอบตำแหน่งศูนย์กลางของ เข็มและแนวดิ่งอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องงกันมิให้เข็มเจาะเอียง
ขั้นตอนที่ 3 การเจาะ
3.1 อุปกรณ์ที่ใช้ในการเจาะ
ใน ช่วงดินอ่อนจะใช้กระเช้าชนิดมีลิ้นที่ปลายเก็บดินโดยใช้น้ำหนักของตัวมันเอง เมื่อกระเช้าถูกทิ้งไปในรูเจาะดินจะถูกอัดให้เข้าใปอยู่ในกระเช้าและจะไม่ หลุดออกเพราะมีลิ้นกั้นอยู่ในเวลายกขึ้นมา ทำซ้ำกันเรื่อย ๆ จนดินถูกอัดเต็มกระเช้าจึงนำมาเทออก การเจาะจะดำเนินไปจนกระทั่งถึงขั้นดินแข็งปานกลาง จึงเปลี่ยนมาใช้กระเช้าชนิดไม่มีลิ้นที่ปลายเก็บต่อไปจนได้ความลึกที่ต้อง การ
3.2 การตรวจสอบการเคลื่อนพังของดินในขั้นที่ไม่มีปลอกเหล็กชั่วคราว
ใน ระหว่างการเจาะเอาดินขึ้น จะหมั่นตรวจสอบว่าผนังดินพังหรือยุบเข้าหรือไม่ โดยดูจากชนิดของดินซึ่งเก็บขึ้นมาควรจะต้องสอดคล้องกับความลึกและคล้ายคลึง กับเข็มตันแรก ๆ ถ้าตรวจพบว่าดินเกิดจากการเคลื่อนพังจะรีบแก้ไขในทันทีโดยตอกปลอกเหล็กชั่ว คราวให้ลึกลงไปอีก
ขั้นตอนที่ 4 การตรวจสอบรูเจาะก่อนใส่เหล็กเสริม
4.1 การวัดความลึก
โดยวัดจากความยาวของสายสลิงรวมกับความยาวของกระเช้าตักดิน
4.2 การตรวจสอบก้นหลุม
ใช้ สปอร์ตไล้ท์ส่องดูก้นหลุมว่ามีการยุบเข้ามีน้ำซึมหรือไม่ ถ้ามีน้ำซึมที่บริเวณก้นหลุมจะเทคอนกรีตแห้งลงไปประมาณ 50 ซม. และกระทุ้งให้แน่นด้วยตุ้มเหล็ก จากนั้นใช้ปูนทราย 1:1.5 เทลงไปประมาณ 30-50 ซม. ก่อนใส่เหล็ก
ขั้นตอนที่ 5 ใส่เหล็กเสริม
5.1 ชนิดของเหล็กเสริม
ส่วนเหล็กเส้นกลมตาม มอก. 20-2524( SR-24 ) ส่วนเหล็กเส้นข้ออ้อยตาม มอก.24-2524 ( SD-30 )
5.2 ขนาดและปริมาณเหล็กเสริม
การต่อเหล็กใช้วิธีต่อทาบไม่น้อยกว่า 40 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางและใช้ลวดผูกเหล็กผูกบิดแน่น
5.3 การใส่เหล็กเสริม
หย่อนกรงเหล็กให้อยู่ตรงกลางของรูเจาะจนถึงระดับที่ต้องการ และยึดให้แน่นหนาเพื่อที่ขณะเทคอนกรีตกรงเหล็กจะไม่ขยับเขยื้อน
ขั้นตอนที่ 6 การเทคอนกรีต
6.1 ชนิดของคอนกรีต
คอนกรีต ที่ใช้เป็นคอนกรีตผสมหน้างาน หรือคอนกรีตผสมเสร็จ ( READY MIX ) มีกำลังอัดประลัยที่ 28 วัน เมื่อทดสอบโดยแท่งทรงกระบอกขนาด 15 x 30 ซม. ( cylinder ) ไม่น้อยกว่า 210 กก/ซม3 ซีเมนต์ที่ใช้เป็นซีเมนต์ปอร์มแลนด์ ประเภท 1 และใช้ความยุบของคอนกรีตประมาณ 8-12 ซม. เพื่อให้คอนกรีตเกิดการอัดแน่นด้วยตัวเองเมื่อเทลงรูเจาะไปแล้ว
6.2 วิธีเทคอนกรีต
เมื่อ รูเจาะได้รับการตรวจสอบและอนุมัติให้เทคอนกรีตได้ จะรีบทำการเทคอนกรีตทันทีเพื่อไม่ให้รูเจาะอ่อนตัวหรือกระทบความชื้นในอากาศ นานเกินไปจนสูญเสียแรงเฉือนได้ การเทคอนกรีตจะเทผ่านกรวย ปลายกรวยเป็นท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 ซม. ยาว 3.0 เมตร คอนกรีตจะหล่นลงตรง ๆ โดยไม่ปะทะผนังรูเจาะหรือกรงเหล็กจะช่วยลดการแยกตัวของคอนกรีต
6.3 วิธีทำให้คอนกรีตแน่นมากขึ้น
เมื่อทำการเทคอนกรีตถึงระดับ -5.00 ถึง -3.00 จากระดับดินปัจจุบันจะทำการอัดลมเพื่อให้คอนกรีตอัดตัวแน่นมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 7 การถอดปลอกเหล็กชั่วคราว
จะ ต้องเทคอนกรีตให้มีระดับสูงกว่าปลอกเหล็กชั่วคราวพอสมควร จึงจะเริ่มถอดปลอกเหล็กขึ้น โดยปกติขณะถอดปลอกเหล็กจะต้องให้มีคอนกรีตอยู่ภายในปลอกเหล็กไม่น้อยกว่า 3 เมตร เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ชั้นดินอ่อนบีบตัว
ทำให้ขนาดเสาเข็มเจาะ เปลี่ยนไปและเป็นการป้องกันมิให้น้ำใต้ดินไหลซึมเข้ามาในรูเจาะก่อนที่จะถอด ปลอกเหล็กชั่วคราวออกหมด จะต้องเติมคอนกรีตให้มีประมาณเพียงพอและเผื่อคอนกรีตให้สูงกว่าระดับที่ต้อง การประมาณ 30-75 ซม. ในกรณีที่หัวเสาเข็มอยู่ต่ำจากระดับดินปัจจุบัน เพื่อป้องกันมิให้หัวเข็มที่ระดับที่ต้องการสกปรกเนื่องจากวัสดุหรือเศษดิน ร่วงหล่นลงไป ภายหลังการถอดปลอกเหล็กออกหมดแล้ว
ขั้นตอนที่ 8 การบันทึกรายงานการจัดทำเสาเข็ม
บันทึก ณ ที่สนง. ก่อสร้างที่ปฏิบัติงานเสาเข็ม
8.1 หมายเลขกำกับเสาเข็ม
8.2 วันที่เจาะ เวลาเริ่มเจาะ เวลาแล้วเสร็จในการเจาะ เวลาเริ่มเทคอนกรีต เวลาถอนท่อเหล็กชั่วคราวจนแล้วเสร็จ
8.3 ระดับดิน ระดับตัดหัวเข็ม ระดับความลึกปลายเสาเข็ม ความยาวของท่อเหล็ก ปลอกชั่วคราว
8.4 ความคลาดเคลื่อนของศูนย์เข็ม และระยะเบี่ยงเบนของเสาเข็มในแนวดิ่ง
8.5 รายละเอียดของชั้นดิน
8.6รายละเอียดเหล็กเสริมในเสาเข็ม และปริมาณคอนกรีต
8.7 อุปสรรที่เกิดขึ้น หรือเหตุผิดปกติต่าง ๆ
8.8 ค่าวินิจฉัย สั่งการ ของเจ้าหน้าที่อาคาร , วิศวกรผู้ออกแบบ , ผู้ควบคุมงาน


                                                        >>>>กลับไปด้านบน<<<<

มาตรฐาน ขั้นต่ำ ของขนาดและจำนวนเหล็กเสริม ในเสาเข็มเจาะ

เสาเข็มเจาะตามท้องตลาดจะเสริมเหล็กดังนี้ (แต่ต้องมีปริมาณเหล็กเสริมไม่น้อยกว่า 0.5% ของหน้าตัดเสาเข็ม)
-  ท่อขนาด 0.35 ม. ใช้เหล็กยืนข้ออ้อยขนาด 6 DB 12 มม.
- ท่อขนาด 0.43ม. ใช้เหล็กยืนข้ออ้อยขนาด  8 DB 12 มม .    หรืออย่างน้อยต้อง 7 DB 12 มม
- ท่อขนาด 0.50 ม. ใช้เหล็กยืนข้ออ้อยขนาด 6DB16 มม.  หรือ9DB12         
- ท่อขนาด 0.60 ม. ใช้เหล็กยืนข้ออ้อยขนาด 20 มม. จำนวน 6 เส้น     เว้นแต่จะมีรูปแบบกำหนดเฉพาะเป็นอย่างอื่น         


                                                        >>>>กลับไปด้านบน<<<<

ข้อกำหนดเสาเข็มเจาะ

ข้อ 1.
คอนกรีต ที่ใช้ทำเสาเข็มเจาะกำลังที่ 28 วัน 240 ก.ก. / ตร.ซม. เมื่อทำการทดสอบด้วยแท่งคอนกรีตรูปทรงกระบอกมาตรฐาน
เหล็กเสริม ที่ใช้จะต้องได้มาตรฐาน มอก. โดยใช้เกรด (SR 24) สำหรับเหล็กเส้นกลม และเกรด (SD 30) สำหรับเหล็กข้ออ้อย โดยมีขนาด และปริมาณตามที่ระบุในแบบ
ข้อ 2.
อุปกรณ์ประกอบด้วย ขาหยั่งเหล็กสามขา ปลายบนติดรอกเดี่ยว (TriPod),เครื่องกว้านลม (Air Winch ) เป็นเครื่องจักรกลหลักในการดำเนินการทำงานการเจาะ , ยก , ดึง หรือถอนปลอกเหล็ก
จัดเครื่องมือเข้าศูนย์กลางของเสาเข็มเจาะใช้กระเช้า (Boring Tackle) เจาะนำเป็นรูลึกประมาณ 1 เมตร
ตอกปลอกเหล็ก (Casing) ซึ่งโดยปกติจะทำเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 1.00 – 1.20 เมตร ต่อกันด้วยเกลียวลงในรูเจาะ อย่าให้ปลอกเหล็กเอียง จนกระทั่งถึงชั้นดินแข็งปานกลาง (Medium Stiff Clay) โดยความลึกของปลอกเหล็กที่กดลงไปตามสภาพของชั้นดินแต่ละพื้นที่
เจาะเอาดินออกจากรูเสาเข็มเจาะ โดยใช้กระเช้าชนิดมีลิ้นปลายหรือ Bucket ให้ทำการเจาะเอาดินออกจนถึงระดับที่กำหนดไว้ในแบบ หรือจนถึงระดับที่ได้รับอนุมัติจากวิศวกรผู้ออกแบบ
ตรวจสอบบริเวณรูเจาะ และก้นหลุมที่ทำการเจาะเสร็จแล้ว มิให้เกิดการพังทลายของดินหรือมีเศษวัสดุ , ดิน ตกค้างอยู่ที่ก้นหลุมเจาะ ในกรณีที่มีเศษวัสดุ หรือดินอยู่ต้องนำขึ้นมาให้หมด
หย่อนโครงเหล็กที่ผูกเตรียมไว้ลงในหลุมเจาะที่ทำการเจาะเสร็จแล้ว โดยโครงเหล็กที่ผูกเตรียมไว้ต้องผูกตามแบบการเสริมเหล็กในงานเสาเข็มนั้น
เทคอนกรีตลงไปในหลุมเจาะโดยผ่านกรวย (Hopper) ปลายกรวยควรเป็นท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 150 – 200 มิลลิเมตร เพื่อให้คอนกรีตหย่อนสู่ก้นหลุมตรงๆ ไม่ปะทะผนัง
เข็มเจาะ การเทคอนกรีตจะต้องไม่ทำให้เกิดการแยกตัว (Segregation) คอนกรีตที่ใช้ในเสาเข็มเจาะจะต้องให้มี ความสามารถในการเทได้สูง โดยมี Slump ระหว่าง 10.00 – 15.00 เซนติเมตร หรือตามสภาพของความเหมาะสม
วิธีการเทคอนกรีต เทคอนกรีตจนเมื่อระดับของคอนกรีตสูงกว่าปลาย Casing แล้วจึงเริ่มถอน Casing ออกทีละท่อน โดยควบคุมให้ระดับคอนกรีตอยู่สูงกว่าปลายของ Casing เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการพังทลายของดินเข้ามาในหลุมเจาะ
ข้อ 3.
การใส่ปลอกเหล็ก จะต้องระมัดระวังให้ได้แนวดิ่งมากที่สุด มิฉะนั้นเสาเข็มที่ดำเนินการเจาะอยู่จะเอียงตามแนวเอียงของปลอกเหล็ก
การต่อปลอกเหล็กแต่ละท่อน จะต้องต่อให้แน่นพอสมควร มิฉะนั้นน้ำใต้ดิน (ถ้ามี) อาจจะซึมเข้าระหว่างรอยต่อของเกลียว จะทำให้คุณภาพของคอนกรีตไม่ดีเท่าที่ควร
ระหว่างการเจาะเอาดินขึ้น จะต้องตรวจสอบอยู่เสมอว่าผนังหลุมเจาะพัง หรือยุบเข้าหรือไม่ควรสังเกตเสมอว่าการเจาะดินทุกครั้ง ควรจะได้ความลึกเพิ่มขึ้น และชนิดของดินควรจะเปลี่ยนไปตามความลึกโดยดูเทียบได้จาก Boring Log หรือเสาเข็มต้นแรกๆ ที่ทำแล้ว ถ้าเจาะดินแล้วความลึกไม่เพิ่มขึ้น หรือชนิดของดินไม่เปลี่ยนแปลง ก็อาจแสดงว่าดินข้างๆ ได้พังลงมาเป็นกระเปราะ จะต้องทำการแก้ไขโดยตอกปลอกเหล็กให้ลึกลงไปอีก
ระหว่างการเจาะ จะต้องเจาะดินด้วยความระมัดระวังการเจาะที่ถึงระดับชั้นทราย หรือดินระดับชั้นดินปนทราย อันจะทำให้เกิดการซึมของน้ำใต้ดินเข้าหลุมเจาะ อันจะทำให้เกิดการพังทลายของดินได้
ในการเจาะอย่าทิ้งรูเจาะไว้นานเกินควร โดยไม่ได้เทคอนกรีตจะทำให้ผิวดินกระทบความชื้นในอากาศนานเกินควร และสูญเสียแรงเฉือน (Skin Friction) ได้
ไม่ควรใช้คอนกรีตที่ค่อนข้างแข็ง ควรให้เหลวกว่าคอนกรีตธรรมดา Slump ประมาณ 10.00 – 15.00 เซนติเมตร เพื่อให้คอนกรีตเกิด เวลาเทคอนกรีตผ่านกรวยและไหลลงไปในรูที่ทำการเจาะแล้วเสร็จแล้วจะต้องเทคอนกรีตผ่านกรวยเพี่อไม่ให้คอนกรีตหล่นลงตรงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแยกตัว ควรทำการเทคอนกรีตแบบหล่ออิสระ (Free Fail) จากปากหลุมเจาะโดยผ่านกรวยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแยกตัว (Segregation)
ไม่ควรทำการเจาะเสาเข็มเจาะต้นที่ใกล้กันในระยะห่างกัน 3.00 เมตร จากเสาเข็มที่พึ่งทำการเจาะและเทคอนกรีตเสร็จ เพราะอาจจะทำให้คอนกรีตขณะกำลังแข็งตัวเสียกำลัง นอกจากหลังจาก 24 ชั่วโมง ภายหลังเสาเข็มเจาะต้นที่อยู่ติดกันแล้วเสร็จ
ต้องเทคอนกรีตเผื่อให้หัวเสาเข็มสูงกว่าระดับที่ต้องการไม่น้อยกว่า 30.00 เซนติเมตร เพื่อทำการสกัดออกภายหลัง เนื่องจากคอนกรีตบริเวณหัวเสาเข็มมักสกปรก และมีเศษวัสดุหรือดินหล่นลงไปภายหลังออกให้หมด
ข้อ 4.
ระยะคลาดเคลื่อน ในแนวราบที่ระดับพื้นดินต้องไม่เกิน 7.00 เซนติเมตร โดยวัดขนานกับแนวแกน ทั้งสองแกน
ความผิดพลาด ในแนวดิ่งต้องไม่เกิน 1 : 100 ของความยาวเข็ม
ในกรณีใดก็ตาม ความคลาดเคลื่อนของกลุ่มเข็มในฐานรากที่มีจำนวนเข็มตั้งแต่ 2 ต้น จะต้องไม่เกิน 5.00 เซนติเมตร โดยวัดที่ระดับพื้นดิน
ข้อ 5.
ระยะห่างของการเจาะเสาเข็มต้นที่ทำการเจาะถัดไป จะต้องมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 6 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของเสาเข็มต้นที่เสร็จแล้วใหม่ๆ หากต้องการเจาะต้นที่ทำการเจาะถัดไปในระยะใกล้กว่านี้ จะต้องรอให้เสาเข็มต้นที่ทำการเจาะเสร็จแล้วให้เวลาผ่านไปไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง โดยพิจารณาว่าการทำงานใดๆ ก็ตาม จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับเสาเข็มที่ได้ทำการเจาะไปแล้ว ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของวิศวกรผู้ควบคุมงาน
ข้อ 6.
ในกรณีที่เจาะเจอชั้นทราย ชั้นทรายไม่สามารถป้องกันน้ำใต้ดินได้ จึงมีน้ำใต้ดินไหลเข้ามาในหลุมเจาะ ในกรณีที่แรงดันของน้ำใต้ดินแรงมาก จำเป็นจะต้องใส่น้ำเข้าไปในหลุมเจาะเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากใต้ดินไหลเข้ามาในหลุมที่เจาะไว้แล้ว (เพราะน้ำจากใต้ดินจะพาทรายเข้ามาในหลุมเจาะด้วย) การเทคอนกรีต จะต้องเทคอนกรีตผ่านกรวยที่มีท่อ ขนาด 15- 20 ซม. (Timmy Pipe)ยาวตลอดจนถึงปลายเข็ม เพื่อทำการเทคอนกรีตเทคอนกรีตไล่น้ำขึ้นมา


                                                        >>>>กลับไปด้านบน<<<<

                                     

การวางแผนภาษีของอพาร์ทเม้นท์หรือห้องเช่า

1. ทำสัญญาแยกค่าเช่าออกจากค่าบริการ รวมทั้งชี้แจงเจ้าหน้าที่หากห้องเช่าของท่านไม่มีคนพักเต็มตลอดเวลา โดยท่านสามารถแสดงหลักฐานสัญญาเช่าที่ผู้เช่าลงนามไว้หรือทะเบียนผู้เช่าพัก ท่านย่อมมีเหตุผลที่จะโต้แย้งและเสียภาษีตามรายได้ที่ท่านได้รับจริงเท่านั้น และช่วยให้ฐานภาษีโรงเรือนลดลงได้ (ปัจจุบันต้องเสียภาษีโรงเรือน 12.5% ของค่าเช่าห้อง)
2. ถ้าค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าบริการ ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมเกินปีละ 1.8 ล้านบาท จะต้องเข้า VAT
3. บุคคลธรรมดาควรทำบัญชี โดยเก็บหลักฐานพิสูจน์ผู้รับผู้จ่ายสำหรับต้นทุนก่อสร้างและค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วนำมาหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงได้ แต่ถ้าท่านมีรายได้จากแหล่งอื่นด้วย อาจทำให้เสียภาษีในอัตราสูง ควรเปรียบเทียบกับการจัดตั้งบริษัทว่าอย่างใดจะคุ้มกว่ากัน
4. จัดทำอพาร์ทเม้นท์ในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน(หสม.)เพื่อกระจายรายได้ การเข้าร่วมจัดตั้งหสม.ทำได้หลายวิธีเช่นเจ้าของที่ดินกับผู้ก่อสร้าง,เข้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับผ ู้ทำการตลาด จัดหาผู้เช่า ดูแลตึก รักษาความปลอดภัย เรียกเก็บค่าเช่า จ่ายค่าจ้างคนงาน เป็นต้น เมื่อเป็นดังนี้แล้วก็สามารถเก็บค่าเช่าในชื่อหสม.ได้โดยเสียภาษีจากอัตราต่ำสุด และไม่ต้องเอาค่าเช่าไปรวมกับรายได้อื่นของคุณ โดยต้องจัดทำสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลเพื่อแบ่งแยกหน้าที่การงานและกำหนดส่วนแบ่งกำไรให้ชัดเจนแล้วนำไปขอเลขป ระจำตัวผู้เสียภาษีอากรของหสม.เพื่อจะได้เริ่มเสียภาษีให้ถูกต้อง
5. การให้เช่าเหมาชั้น กรณีอาคารมีหลายชั้นและคุณก็ไม่ต้องการรับความเสี่ยงในการหาผู้เช่าให้ครบทุกห้องหรือความเสี่ยงในการเก็บ เงิน คุณอาจให้เช่าเหมาชั้นแก่บุคคลทั่วไปโดยคิดค่าเช่าเป็นรายปี
6. หากคุณมีลูกหลาน อาจจะกระจายรายได้ให้ลูกโดยจดทะเบียนสิทธิเก็บกิน คุณในฐานะพ่อหรือแม่ย่อมมีสิทธิทำการแทนลูกอยู่แล้ว คุณจึงสามารถจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้ลูกโดยคุณเป็นผู้ทำการแทน การจดทะเบียนสิทธิเก็บกินต้องทำที่กรมที่ดินหรือสำนักงานที่ดินท้องที่ซึ่งที่ดินและอาคารตั้งอยู่ โดยต้องนำโฉนดไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่สลักหลังให้เรียบร้อยด้วยคุณอาจจะกำหนดระยะเวลาไว้ไม่เกิน 10 ปีเผื่อมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต(อาจให้สิทธิ์แก่ใครก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นลูก) เมื่อจดเรียบร้อยแล้วการทำสัญญาต่างๆก็ทำในนามคนนั้นเป็นผู้ให้เช่านะครับ

 

                                                        >>>>กลับไปด้านบน<<<< 

กับดักฮ้วงจุ้ย

ความผิดพลาดทางฮวงจุ้ย กับดักฮวงจุ้ย 10 ประการ และวิธีหลีกเลี่ยง

1.ความคาดหวังอันยิ่งใหญ่

คุณเพิ่งค้นพบทักษะการใช้ชีวิตศาสตร์นี้ คุณเห็นเพื่อนสนิทของคุณได้เลื่อนขั้น พบหนุ่มรูปงาม และดูเบ่งบานขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ทุกอย่างดูเหมือนว่าล้วนมาจากฮวงจุ้ยที่ดี ตอนนี้คุณแอบปฏิบัติฮวงจุ้ยมาหลายอาทิตย์แล้ว แต่ชีวิตของคุณก็ยังคงหมองมัวและไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นเหมือนเดิม การคาดหวังมากเกินไปในระยะเวลาอันสั้นนั้นเป็นหนึ่งในความผิดพลาดทางฮวงจุ้ยสถานหนักข้อหนึ่ง ฮวงจุ้ยเป็นการฝึกปฏิบัติที่ซับซ้อนและผลที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับการลงมือทำที่แตกต่างกันออกไป การคาดหวังให้เกิดผลที่มากเกินไปนั้นมักจะก่อให้เกิดอุปสรรคอันเนื่องมาจากความกังวลที่คุณสร้างขึ้นมาเอง

วิธีแก้

ใจเย็นๆ คุณควรผ่อนคลายและมั่นคง จงจำไว้ว่าฮวงจุ้ยคือศาสตร์ที่ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งร้ายๆ เกิดขึ้น เมื่อชีวิตของคุณน่าเบื่อ ให้คุณคิดเสียว่าสิ่งต่างๆ นั้นเป็นไปด้วยความราบรื่นเสียจนคุณรู้สึกเบื่อเสียเอง จงคิดเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน และคุณอาจเริ่มเห็นว่าฮวงจุ้ยนั้นส่งผลดีโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำไป!

2.อยากได้ผลทันใจ

เมื่อคุณเริ่มฝึกปฏิบัติฮวงจุ้ยเป็นครั้งแรก เราเข้าใจว่าคุณทั้งหลายก็คงเฝ้ารอให้เกิดผลลัพธ์ทันใจอย่างใจจดใจจ่อ และคอยตรวจดูพัฒนาการอยู่เรื่อยๆ หากคุณกำลังมองหาความรัก คุณก็คาดหวังว่าจะได้พบคนพิเศษคนนั้นอยู่ทุกวัน โดยไม่ตระหนักว่าการส่งกระแสแห่งความสิ้นหวังประเภทนี้ออกไปนั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบในทางตรงกันข้ามได้ และหากเป็นเรื่องเงินที่คุณต้องการกระตุ้น การที่คุณมัวแต่รอคอยว่าสักวันเงินจะร่วงลงมาจากฟากฟ้านั้นย่อมไม่บรรลุผลอย่างแน่นอน ฮวงจุ้ยไม่ได้ให้ผลแบบนี้หรอกค่ะ!

วิธีแก้

ปกติแล้วสิ่งดีๆ ทั้งหลายมักจะเข้ามาหาคุณโดยที่คุณไม่ทันสังเกต จงปล่อยให้โชคดีของคุณค่อยๆ ก่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเอง และไม่ว่าจะช้าเร็วอย่างไร ก็จะเป็นไปตามพลังชี่ของตัวคุณเอง ฮวงจุ้ยให้ผลเสมอ แต่ความรวดเร็วนั้นจะแตกต่างไปตามโอกาสและบุคคลแต่ละคน ดังนั้นคุณควรปฏิบัติฮวงจุ้ยให้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วปล่อยให้เป็นไปตามวิถีทางของมัน ปล่อยให้พลังจักรวาลนำสิ่งที่คุณต้องการมาสู่คุณ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องคอยตรวจดูอยู่เรื่อยๆ

3.ปรึกษา ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ มากเกินไป

ความกลัวที่จะสูญเสียของมนุษย์ทำให้เราต้องคอยถามความคิดเห็นจากคนหลายๆ คน เราอดไม่ได้ที่จะต้องไปถามคนที่เรียกว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นถูกหรือผิด โดยสรุปเอาว่าคนเหล่านั้นจะต้องรู้คำตอบอย่างแน่นอน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเข้าใจเรื่องต่างๆ จากมุมมองของพวกเขาเอง และเมื่อพวกเขาตอบคำถามของคุณ เขาก็มักจะไม่ได้มีมุมมองที่เหมือนกับคุณ ซึ่งอาจทำให้คุณสับสน และสิ่งนี้ก็จะทำให้คุณผสมความคิดต่างๆ จนปนเป นี่แหละคือจุดที่ปัญหาต่างๆ มักจะเกิดขึ้น เพราะผลสุดท้ายที่คุณได้ก็คือ วิธีการที่มั่วและไม่ได้ผล แน่นอนว่าการผสมเอาอันนี้นิดอันนั้นหน่อยไม่ใช่การฝึกฮวงจุ้ยที่ดีเลย

วิธีแก้

กุญแจสำคัญคือ คุณต้องเข้าใจว่าคุณต้องทำสิ่งใดบ้าง และต้องมีความมั่นใจในตัวเอง บางครั้งการรักษาความเรียบง่ายก็เป็นสิ่งที่ดีกว่า อย่าปล่อยให้คนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” มาสร้างความวุ่นวายทางฮวงจุ้ยในบ้านของคุณ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามาจัดการเรื่องทิศของคุณ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ เขาอาจจะให้คุณแก้ไขสิ่งที่คุณทำถูกอยู่แล้ว จงมุ่งมั่นในสิ่งที่คุณทำอยู่ และศรัทธาในวิธีการของคุณเอง

4.ออกนอกลู่นอกทาง

คุณอาจถูกทำให้เขวได้ง่ายเมื่อต้องทำหลายๆ อย่างที่มากเกินไปในเวลาเดียวกัน คุณควรทำตามทีละขั้นตอนจะดีกว่า ปฏิบัติอย่างมีระบบและตั้งเป้าหมายของคุณให้ชัดเจน ฮวงจุ้ยเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบ การก่อสร้าง การจัดวางแผนผัง รวมทั้งลักษณะภายนอกและหลักสุนทรียศาสตร์ ฮวงจุ้ยไม่ได้เจาะจงไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้นพยายามอย่าออกนอกลู่นอกทาง แต่คุณควรจัดการอย่างมีระบบและมุ่งมั่นในสิ่งที่กำลังทำอยู่ คนที่ได้รับผลดีที่สุดจากฮวงจุ้ยไม่ใช่ผู้ที่รู้เรื่องหลักการมากที่สุด แต่คือผู้ที่มีความคิดชัดเจนว่าต้องการอะไรจากการใช้ฮวงจุ้ย

วิธีแก้

วางหลักการปฏิบัติฮวงจุ้ยอย่างรอบคอบ เริ่มต้นด้วยการที่คุณต้องแน่ใจว่าคุณได้ทำการอัพเดตประจำปีแล้ว เพื่อที่คุณและครอบครัวจะได้ไม่โดนผลกระทบจากเคราะห์ร้ายประจำปี ติดตั้งอุปกรณ์แก้เคล็ดและเครื่องกระตุ้นฮวงจุ้ยให้ครบถ้วน ขั้นตอนต่อไปคือ ปกป้องและป้องกันพลังจักรวาลที่ไม่ดี สุดท้าย ทำการกระตุ้นเพื่อดึงดูดโชคดีด้านต่างๆ ให้เข้ามาหาคุณ

5.หลงอยู่กับหลักการแบบเดิมๆ

ที่แย่ยิ่งกว่าคำศัพท์เฉพาะทางก็คือ ความทะนงตัวในการ “ยึดมั่นอยู่กับหลักการแบบดั้งเดิม” ราวกับว่าฮวงจุ้ยเป็นหลักการตายตัวที่ถูกแช่แข็งอยู่ในประเทศจีนเมื่อ 4,000 ปีที่แล้ว! แน่นอนอย่างที่สุดว่าพลังชี่ในสมัยก่อนนั้น ย่อมแตกต่างจากสภาพแวดล้อมสมัยใหม่ และการเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ก็อาจก่อความผิดพลาดอันใหญ่หลวงในการฝึกปฏิบัติฮวงจุ้ยได้

วิธีแก้

มองฮวงจุ้ยว่าเป็นหลักการที่มีพลังชีวิตและหมุนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ให้ระลึกไว้ว่าสภาพแวดล้อมในปัจจุบันนั้นเป็นสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก่อให้เกิดพลังที่แตกต่างจากสภาพแวดล้อมในสมัยก่อน ดังนั้นคุณจึงไม่ควรยึดติดกับหลักการโบราณทั้งหมดมากจนเกินไป แต่ให้ลองมองหาแนวทางใหม่ๆ ในการปฏิบัติตามหลักการแบบดั้งเดิม ไปพร้อมๆ กับรักษาความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมแบบใหม่ในปัจจุบัน

6.ไม่ใช้เข็มทิศที่เหมาะสม

เป็นการง่ายที่จะใช้วิธีการที่ขี้เกียจและ “คาดเดา” ตำแหน่งทิศโดยไม่ใช้อะไรมากไปกว่าการใช้ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในการหาทิศทางที่เฉพาะเจาะจง สิ่งนี้เป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด ซึ่งสามารถทำให้ฮวงจุ้ยของคุณไปผิดทางได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าฮวงจุ้ยที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับทิศที่ถูกต้อง คุณจึงจำเป็นต้องใช้เข็มทิศนั่นเอง

วิธีแก้

ลงทุนกับเข็มทิศสักหน่อย ใช้เข็มทิศหลัวผัน ถ้าคุณคิดที่อยากจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านฮวงจุ้ย ผู้ฝึกปฏิบัติฮวงจุ้ยมือสมัครเล่นอาจใช้เพียงเข็มทิศขนาดเล็กได้ แต่เข็มทิศนั้นควรผลิตอย่างดีและสามารถป้องกันสนามแม่เหล็กที่อยู่โดยรอบได้ ฝึกจับทิศให้เป็นนิสัย เพราะคุณจะได้รับผลลัพธ์ที่น่าประทับใจเพียงแค่กระตุ้นทิศมงคลและหลีกเลี่ยงทิศอัปมงคลของคุณเสีย

7.สมบูรณ์แบบเกินไป

พวกเราหลายคนหยุดอยู่กับที่เพราะต้องการความสมบูรณ์แบบ ไม่มีบ้านหลังไหนมีฮวงจุ้ยที่ดีที่สุด ดังนั้นเมื่อคุณพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ โอกาสก็คือทุกอย่างอาจเดินผิดทางได้
วิธีแก้

เราสามารถเลือกฝึกปฏิบัติฮวงจุ้ยได้ในหลายๆ ทาง มีหลายสิ่งที่เราจำเป็นต้องคำนึงถึงเมื่อศึกษาฮวงจุ้ย ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่เราจะหยุดความคิดที่ว่าต้องทำตามทุกอย่างอย่างสมบูรณ์แบบไปเสียหมด

8.ข้ามขั้นตอนที่ยาก

ก่อนที่จะสามารถออกแบบพื้นที่แห่งหนึ่งให้มีฮวงจุ้ยที่ดีได้ เราต้องผ่านกระบวนการเตรียมตัวมาก่อน คุณควรเคร่งครัดในขั้นตอนเตรียมการ เพราะถ้าคุณข้ามขั้นตอนที่ยากไป มันก็จะยิ่งได้ผลยากขึ้นเท่านั้น

วิธีแก้

หลีกเลี่ยงความผิดพลาด โดยคุณจะต้องทำการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ฮวงจุ้ยที่ดีเกิดจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่ดี รวมไปถึงการวิเคราะห์ผลกระทบของแผนผังที่มีต่อตำแหน่งต่างๆ ในบ้านด้วย อย่าข้ามขั้นตอนที่ยุ่งยากอย่างเด็ดขาด

9.กังวลกับคำศัพท์เฉพาะทาง

ฮวงจุ้ยกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง จนเราอาจจะได้ยินนานาความคิดเห็นว่าฮวงจุ้ยนั้นคืออะไร และเราควรฝึกปฏิบัติฮวงจุ้ยอย่างไร อันตรายในจุดนี้ก็คือ เราอาจกังวลอยู่กับคำศัพท์เฉพาะทางมากเกินไป ซึ่งส่งผลให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

วิธีแก้

วิธีที่ดีที่สุดก็คือ อย่ามัวแต่วิตกกังวลอยู่กับการตีความของคำว่าฮวงจุ้ย สิ่งที่สำคัญคือ ให้มองหาสิ่งที่คุณต้องการทำมากที่สุด คุณสามารถรวมเอาสิ่งต่างๆ ที่คุณต้องการมาสอดประสานเข้ากับการฝึกปฏิบัติของคุณได้ ถ้าสิ่งนั้นทำให้คุณมีความสุข การตีความและคำศัพท์เฉพาะทางนั้นมีแต่จะบดบังการฝึกปฏิบัติฮวงจุ้ยที่แท้จริง ฉะนั้นจงทำตัวให้อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้จะดีกว่า

10.ปฏิเสธภูมิปัญญาดั้งเดิม หรือสามัญสำนึก!

เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะให้ความสำคัญกับ “ความรู้ความเชี่ยวชาญ” จนทำให้เราลืมใช้สามัญสำนึกที่ดีแบบดั้งเดิมไป อย่าลดความสำคัญของภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมเด็ดขาด แม้ว่าเราจะใช้ฮวงจุ้ย เราก็ควรใช้สติปัญญาของเราด้วยเช่นกัน

วิธีแก้

ฮวงจุ้ยเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สามัญสำนึกที่มีเหตุมีผล และนี่เองเป็นสิ่งที่รับประกันว่าเราได้ดำเนินตามวิธีการอย่างถูกต้องเหมาะสม ไปพร้อมๆ กับความเชื่อและการปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีของเราเอง ฮวงจุ้ยเป็นสิ่งที่เราใช้เพื่อรับใช้ตัวเอง แต่กระนั้นทักษะก็ยังเป็นเครื่องมือที่เราใช้ไปพร้อมๆ กับภูมิปัญญาของเรา ดังนั้นไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่คุณสงสัยในสิ่งใด ให้ถามตัวเองว่ามันมีเหตุผลหรือไม่

บ้านเล่นระดับสัญลักษณ์ของความอับโชค

 


 

บ้านเล่นระดับ เป็นสัญลักษณ์ของความอับโชค

 

การ ดูลักษณะโหงวเฮ้งและการวิเคราะห์ดวงชะตาแบบจีน ล้วนแต่ถือเป็นศาสตร์เก่าแก่หลายพันปีของจีน ในการวิเคราะห์รูปลักษณ์ภายนอกนั้นจะต้องอาศัยความละเอียดอ่อน และประสบการณ์ในการมองรูปลักษณ์ทั้งหมดเป็นหลัก โลกที่เราอาศัยอยู่นี้หลายสิ่งหลายอย่างล้วนแต่มีรูปลักษณ์ของตัวเอง ฤดูกาลแต่ละฤดูกาลก็แตกต่างกัน ต้นไม้ก็จะมีเอกลักษณ์ของต้นไม้ สัตว์แต่ละชนิดก็จะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างเฉพาะตัว แม้แต่บ้านที่เราอยู่อาศัย โครงสร้างและแบบก็แตกต่างกัน และเนื่องจากบ้านนั้นจะมีอิทธิพลต่อโชคชะตาของผู้อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ความจำเป็นในการวิเคราะห์บ้านจึงมาจากเหตุผลดังกล่าว


ลักษณะของบ้านบางประเภทที่มีด้านหน้าสูง-ด้านหลังต่ำ ถือเป็นบ้านอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ดี ความไม่ดีของบ้านประเภทนี้มิได้ขึ้นอยู่กับชัยภูมิหรือสภาพแวดล้อม แต่ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวบ้านนั้นเอง ไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม โดยปกติบ้านทั่วไปมักจะสร้างระดับพื้นบ้านสูงกว่าพื้นถนนอยู่แล้วหรืออาจจะ เสมอกัน แต่เมื่อผ่านไปได้ระยะหนึ่ง ถนนหน้าบ้านเกิดชำรุดหรือทางราชการต้องการปรับผิวถนน ไม่ว่าจะเพื่อการจราจรหรือเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมก็ตาม โดยทำการยกระดับของถนนให้สูงกว่าหน้าบ้าน บ้านที่เคยสูงกว่าถนนก็กลายเป็นบ้านที่ต่ำกว่าถนน เข้าลักษณะบ้านหน้าสูง-หลังต่ำ ถือเป็นประเภทที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตามที

บ้านที่มีหน้าสูงหลังต่ำบางแห่งโดยเฉพาะบ้านที่เป็นอาคารร้านค้า ทำธุรกิจค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ จะต้องทำบันไดขึ้นลง 50-100 ซม. ทำให้การเข้าออกในร้านยากลำบาก ไม่สะดวก ต้องปีนขึ้นปีนลงพอนาน ๆ เข้าลูก ค้าก็เปลี่ยนใจไม่เข้าร้านไปใช้บริการของร้านอื่น ธุรกิจก็ต้องค่อยๆ ปิดตัวลงในที่สุด อยู่แล้วไม่เจริญรุ่งเรือง มีแต่ทรงกับทรุด หากจะประกาศขายต่อก็คงไม่มีใครซื้อ และยากแก่การแก้ไข ก็ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของเจ้าของบ้าน อย่างน้อยหากเป็นไปได้ถ้าเป็นบ้านที่สร้างบนพื้นที่ของตัวเอง ก็ควรถมดินให้สูงไว้เพื่อมิให้เกิดปัญหาดังกล่าวในภายหลัง

ลักษณะของบ้านหน้าสูง-หลังต่ำอีกประเภทหนึ่งที่เรามักเรียกว่า บ้านเล่นระดับ ที่เกิดจากความตั้งใจออกแบบของสถาปนิก ปัจจุบันหลาย ๆ โครงการพยายามออกแบบบ้านสไตล์เล่นระดับกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านในใจกลางเมืองหรือเขตปริมณฑล โดยเฉพาะบ้านทาวน์เฮ้าส์ประเภทอยู่อาศัยหรือใช้เป็นโฮมออฟฟิส เนื่องจากบ้านประเภททาวน์เฮ้าส์ปกติพื้นที่จะน้อยหรือจำกัด การออกแบบโดยเล่นระดับสูงต่ำสามารถเพิ่มเนื้อที่ของบ้านได้มากขึ้น สวยงาม และแปลกตา การออกแบบห้องจะตั้งไว้ในตำแหน่งที่สลับไปสลับมา พื้นสูง ๆ ต่ำ ๆ มีทั้งประเภทเวลาเดินเข้าบ้านประมาณ 4-5 เมตรก็จะเล่นระดับต่ำลงไปอีกประมาณครึ่งเมตร บางแห่งก็จมลงไปเกือบเมตรโดยต้องทำบันไดไว้ 4-5 ขั้น บางโครงการจะเล่นระดับตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงหลังบ้าน บางบ้านก็จะต่ำลงไปจนกลายเป็นห้องใต้ดิน

การอยู่บ้านเล่นระดับจะส่งผลในด้านลบต่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ทำให้เกิดการถดถอยและท้อแท้ใจ เหตุผลของการอยู่บ้านที่เล่นระดับแล้วส่งผลไม่ดีนั้น ก็เพราะว่าในหลักวิชาฮวงจุ้ยการอยู่ในบ้านหน้าสูงหลังต่ำ เหมือนกับการนั่งอยู่บนเก้าสี่ขา ที่สองขาหน้าสูง สองขาหลังต่ำ เก้าอี้พร้อมหรือมีโอกาสที่จะหงายไปด้านหลังได้ตลอดเวลา หาความมั่นคงในชีวิตไม่ได้ และโดยหลักธรรมชาติของน้ำ น้ำย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ และเวลาที่ไหลกระแสน้ำย่อมพัดพาเอาสิ่งปฏิกูล สิ่งอัปมงคลไปกองสุมเอาไว้ในที่ต่ำ กลายเป็นที่กักเก็บสิ่งเลวร้าย อับโชค เป็นบ่อเกิดของพลังที่ไม่ดี ซึ่งหมายถึงการถดถอย ไม่มีความมั่นคงในชีวิตและไม่พร้อมที่จะตั้งรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน เบื้องหน้า มีอาจารย์ฮวงจุ้ยหลายท่านเหมือนกันที่มักจะแนะนำให้ผู้สนใจจะซื้อบ้าน เลื่อกซื้อบ้านที่หลังบ้านเป็นแอ่งหรือเล่นระดับจมลงไปเพราะเป็นขุมทรัพย์ กักเงินเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหน (ซึ่ง ก็คงแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล) บ้านหรือสำนักงานประเภทนี้จะส่งผลต่อระดับความเจริญเติบโตทางธุรกิจ การทำงานหรือผลสำเร็จของงานกว่าจะได้มาเป็นชิ้นเป็นอันเหนื่อยเหมือนกับการ เข็นครกขึ้นภูเขา

ข้อสังเกตประการหนึ่งของการเข้าอยู่ในบ้านลักษณะนี้ เมื่อเข้าไปอยู่ในระยะแรกอิทธิพลด้านลบของฮวงจุ้ยจะยังไม่ส่งผลทันทีทันใด เมื่ออยู่ได้ระยะหนึ่งอาจจะ 3 ปีไปแล้วอิทธิพลในด้านลบก็จะเริ่มปรากฎให้เห็น คือ

·  อับ โชค ทำให้ขาดความสุขในชีวิตครอบครัว นอกจากจะไม่นำโชคเข้าแล้ว ยังจะคอยขัดลาภที่จะเกิดขึ้นแก่ครอบครัว ส่งผลให้ชีวิตค่อย ๆ ตกต่ำลงเรื่อย ๆ แม้จะมีเงินทองมามากในตอนเริ่มต้นที่เข้าอยู่ก็จะค่อย ๆ หมดตัวลง

·  ธุรกิจ การค้า หรือหน้าที่การงานที่ทำหยุดอยู่กับที่ไม่ก้าวหน้าหรือไม่พัฒนาไปเท่าที่ควร จะเป็น มักเกิดอุปสรรคและปัญหาขึ้นโดยหาสาเหตุไม่ได้ โอกาสที่จะพบสิ่งที่ดี หรือความเจริญก้าวหน้า ก็ดูเหมือนจะลดน้อยลงไป ห้องใต้ดินจะเป็นห้องที่ขาดสภาวะของความเป็นหยางเหมือนกับตัวสุสานที่ฝังตัว ลงไปในดิน สภาพของความชื้นของอากาศ ทำให้ผู้อยู่จะเกิดปัญหาสุขภาพตามมา จึงถือเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อรักษาความสมดุลของความเป็นหยิน-หยางไว้

หากบ้านที่จะเลือกซื้อเป็นบ้านที่มีลักษณะหน้าต่ำ แต่หลังสูงก็ถือว่าเป็นแบบบ้านเป็นสิ่งที่ดี เหมือนกับการนั่งอยู่บนภูเขาหรือบนที่สูง ๆ สามารถมองเห็นสิ่งที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจนอยู่ ดังนั้นไม่ว่าจะมีปัญหาหรืออุปสรรคหรือสิ่งเลวร้ายใด ๆ ที่เกิดขึ้นข้างหน้า ย่อมมองเห็นถึงทางออกของปัญหา หรืออย่างน้อยก็สามารถตั้งรับและหาทางป้องกันได้ทันท่วงที บ้านลักษณะนี้เมื่ออยู่แล้วจะช่วยอำนวยให้เกิดโชคลาภและเสริมโอกาสแห่งความ ก้าวหน้าให้ผู้อยู่อย่างถ้วนหน้า แม้ว่าลักษณะของบ้านที่หน้าต่ำหลังสูงจะถือว่าดี ก็ถือเป็นเพียงเอกลักษณ์หรือรูปลักษณ์ของบ้านที่ควรเลือกไว้ องค์ประกอบที่จะเสริมให้เกิดความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นยังจะต้องขึ้น อยู่กับทิศทาง และการวางตำแหน่งที่สำคัญ ๆภายในบ้านในแต่ละยุคด้วย


                                                        >>>>กลับไปด้านบน<<<< 

 

อุปกรณ์และเครื่องมือการเสาเข็มเจาะ

ประกอบด้วยอุปกรณ์ค่อนข้างเล็กไม่ยุ่งยาก เคลื่อนย้ายสะดวกไม่ต้องการบริเวณทำงานมากนัก  อุปกรณ์หลักประกอบด้วย ขาหยั่ง 3  ขา  ( TRIPOD )  ปลายบนติดรอกเดี่ยวใช้ กว้านลม (AIR WINCH) เป็นเครื่องจักรกลหลักในการเจาะ ยก  ดึง และ ถอดปลอกเหล็ก ซึ่งมีขั้นตอนการทำเสาเข็มเจาะ ดังนี้.

ขั้นตอนที่ 1.   การจัดเครื่องมือเข้าศูนย์กลางเสาเข็มเจาะ
                      ปรับตั้ง 3 ขา ให้ได้ตรงแนวศูนย์กลางของเสาเข็ม เมื่อตรวจสอบถูกต้องแล้ว จึงตอก
                    หลักยึดปรับแท่นเครื่องมือให้แน่นแล้วใช้กระเช้า ( BORING TACKLE ) เจาะนำเป็นรู 
                    ลึก ( PRE  BORE) ประมาณ 1.00  เมตร
ขั้นตอนที่ 2.   การตอกปลอกเหล็กชั่วคราว (CASING)
2.1   ขนาดและความยาวของปลอกเหล็กชั่วคราว
        ปลอกเหล็กชั่วคราว ( CASING ) จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเดียวกันกับเสาเข็มเจาะ 
        ซึ่งแต่ละท่อนจะมีความยาว 1.20  เมตร ต่อกันด้วยระบบเกลียวในการทำงานจะตอก  
        ปลอกเหล็กผ่านชั้นดินที่ไม่มีเสถียรภาพ ( UNSTABLE  STRATUM )  ซึ่งอยู่ด้านบน  
        จนกระทั่งถึงชั้นดินที่มีเสถียรภาพ ( STABLE  STRATUM )  เพื่อป้องกันการเคลื่อน พัง
        ของผนังรูเจาะ
2.2   การควบคุมตำแหน่งให้ถูกต้องและอยู่ในแนวดิ่ง
        ในการทำงานการตอกปลอกเหล็กชั่วคราวลงไปแต่ละท่อนจะได้มีการตรวจสอบ   
        ตำแหน่งศูนย์กลางของเข็มและแนวดิ่งอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เข็มเจาะเอียง
ขั้นตอนที่ 3.   การเจาะ
3.1   อุปกรณ์ที่ใช้ในการเจาะ
จะใช้กระเช้าเก็บดิน (BORING TACKLE) เมื่อ กระเช้าถูกทิ้งลงไปในรูเจาะด้วยน้ำ หนักของตัวเองดินก็จะถูกอัดเข้าไปอยู่ในกระเช้า ทำซ้ำกันเรื่อยๆ จนดินถูกอัดจนเต็ม กระเช้า จึงนำขึ้นมาเทออก การเจาะจะดำเนินไปจนกระทั่งได้ ความลึกตามที่ต้องการ

 

3.2   การตรวจสอบการเคลื่อนพังของดินในชั้นที่ไม่มีปลอกเหล็กชั่วคราว
ในระหว่างการเจาะเอาดินขึ้น จะหมั่นตรวจสอบว่าผนังดินพังหรือยุบเข้า (CAVE IN)       หรือ ไม่ โดยดูจากชนิดของดินซึ่งเก็บขึ้นมาควรจะต้องสอดคล้องกับความลึก และคล้ายคลึงกับเข็มต้นแรกๆ ถ้าตรวจพบว่าดินเกิดจากการเคลื่อนพังจะรีบแก้ไขในทันทีโดยตอกปลอกเหล็กชั่ว คราวให้ลึกลงไปอีก
3.3   การขนย้ายดิน
ดินที่เจาะขึ้นมา จะนำออกมานอกบริเวณโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดน้ำหนักจร        
(SURCHARGE)  ต่อเสาเข็มต้นถัดไป

 ขั้นตอนที่ 4.   การตรวจสอบรูเจาะก่อนใส่เหล็กเสริม
            4.1   การวัดความลึก
                    โดยวัดจากความยาวของสายสลิงร่วมกับความยาวของกระเช้าตักดิน
4.2   การตรวจสอบก้นหลุม
        ใช้สปอร์ตไลท์ส่องดูก้นหลุมว่ามีการยุบเข้า (CABE IN) มีน้ำซึมหรือไม่ ถ้ามีน้ำซึมที่  
        บริเวณก้นหลุม จะเทคอนกรีตแห้งลงไปประมาณ 0.10 ม.3  โดยแบ่งเป็นชั้นๆ และ  
        กระทุ้ง (COMPACT) ให้แน่นด้วยตุ้มเหล็ก

  ขั้นตอนที่ 5.   ใส่เหล็กเสริม
5.1   ชนิดของเหล็กเสริม
                     ใช้เหล็กเสริมข้ออ้อยชั้นคุณภาพ SD 30 ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม        
                     ม.อ.ก.24-2527
5.2   ขนาดและปริมาณเหล็กเสริม
                    ใช้ตามกำหนดของวิศวกรรมผู้ออกแบบ
5.3   การใส่เหล็กเสริม
        หย่อนโครงเหล็กให้อยู่ตรงการของรูเจาะจนถึงระดับที่ต้องการและยึดให้แน่นหนา 
        เพื่อที่ขณะที่เทคอนกรีตโครงเหล็กจะไม่ขยับเขยื้อน

   ขั้นตอนที่ 6.   การเทคอนกรีต
6.1   ชนิดของคอนกรีต
        คอนกรีตที่ใช้เป็นคอนกรีตผสมโม่ มีกำลังอัดประลัยที่  28  วัน  เมื่อทดสอบโดยแท่ง
        คอนกรีตทรงกระบอก f15 x 30 ซม. ไม่น้อยกว่า 210 กก / ซม2  ซีเมนต์ที่ใช้เป็น
        ( PORTLAND CEMENT TYPE 1 ) ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์  อุตสาหกรรม
        มอก.15-2532

6.2   อัตราส่วนผสมคอนกรีต

CONCRETE MIX PROPORTION
 PROPORTION IN 1 CUBIC METRE OF CONCRETE (1 : 2 : 4  BY  VOLUME)
            Cement type 1                                     =             350                    Kg.
            River sand                                           =             0.54                   m.3
            Rock No.2                                            =             1.07                   m.3
       Water                                             =              190                    Liter
   Water Cement ratio, w/c                   =              0.54                  
            Slump                                                   =             10 +/- 2.5           cm.    
  Proposed Compressive Strength at 28 days cylinder) = 210 ksc.
  PROPORTION IN ONE MIC (Use Container Size 0.40x0.60.0.32 m.)
            Cement Type 1   1 Bag                        =              50                     Kg.
            River Sand          1 Container              =              0.077                m.3
            Rock No.2           2  Container            =              0.154                m.3
            Water                                                  =              27.1                  Liter

6.3   วิธีเทคอนกรีต
        เมื่อรูเจาะได้รับการตรวจสอบและอนุมัติให้เทคอนกรีตได้ จะรีบทำการเทคอนกรีตทันที 
        เพื่อไม่ให้รูเจาะอ่อนตัวหรือกระทบความชื้นในอากาศนานเกินไป จนสูญเสียแรงเฉือน
        (SKIN FRICTION) ได้

ขั้นตอนที่ 7.   การถอดปลอกเหล็กชั่วคราว
                     จะต้องเทคอนกรีตให้มีระดับสูงกว่าปลอกเหล็กชั่วคราว (CASING) พอสมควรจึงจะเริ่มถอดปลอกเหล็กขึ้น โดยปกติขณะถอดปลอกเหล็กจะต้องให้มีคอนกรีตอยู่ภายในปลอกเหล็กไม่น้อยกว่า 0.50 ม. เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ชั้นดินอ่อนบีบตัว  ทำให้ขนาดเสาเข็มเจาะเปลี่ยนไป และเป็นการป้องกันมิน้ำใต้ดินไหลซึมเข้ามาในรูเจาะก่อนที่จะทำการถอดปลอก เหล็กชั่วคราวออกหมด จะต้องเตรียมคอนกรีตให้มีปริมาณเพียงพอ และ จะต้องเผื่อ คอนกรีตให้สูงกว่าระดับที่ ต้องการประมาณ 30-40 ซม. เพื่อป้องกันมิให้ หัวเข็มในระดับที่ต้องการสกปรก เนื่องจากวัสดุหรือเศษดินร่วงหล่นลงไป ภายหลังจากการถอนปลอกเหล็กออกหมดแล้ว

  >>>>กลับไปด้านบน<<<

 

เข็มเจาะ

 

ขั้นตอนที่ 1 การจัดเครื่องมือเข้าศูนย์กลางเสาเข็มเจาะ

ปรับตั้ง 3 ขา ให้ได้แนวศูนย์กลางของเสาเข็ม เมื่อตรวจสอบถูกต้องแล้ว ตอกหลักยึดแท่นเครื่องมือให้แน่น แล้วใช้กระเช้าเจาะนำเป็นรูลึกประมาณ 1.00 เมตร

 

 

ขั้นตอนที่ 2 การตอกปลอกเหล็กชั่วคราว

2.1 ขนาดและความยาวของปลอกเหล็กชั่วคราว ปลอกเหล็กชั่วคราวจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 ซม 43 ซม 50 ซม 60 ซม เสาเข็มเจาะซึ่งแต่ละท่อนจะมีความยาวประมาณ 1.00 เมตร ต่อกันด้วยระบบเกลียวในการทำงานจะตอกปลอกเหล็กผ่านชั้นดินอ่อน ซึ่งอยู่ด้านบนจนกระทั่งถึงขั้นดินแข็งปานกลาง เพื่อป้องกันการเคลื่อนพังของผนังรูเจาะในขั้นดินอ่อนและป้องกันน้ำ ใต้ดินไม่ให้ไหลซึมเข้าในรูเจาะอันจะเป็นผลให้คุณภาพของคอนกรีตไม่ดีเท่าที่ ควร
2.2 การควบคุมตำแหน่งให้ถูกต้องและอยู่ใน แนวดิ่ง ในการทำงาน การตอกปลอกเหล็กชั่วคราวลงไปแต่ละท่อนจะมีการตรวจสอบตำแหน่งศูนย์กลางของ เข็มและแนวดิ่งอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องงกันมิให้เข็มเจาะเอียง

 

 

ขั้นตอนที่ 3 การเจาะ

3.1 อุปกรณ์ ที่ใช้ในการเจาะ ในช่วงดินอ่อนจะใช้กระเช้าชนิดมีลิ้นที่ปลายเก็บดินโดยใช้น้ำหนักของตัวมัน เอง เมื่อกระเช้าถูกทิ้งไปในรูเจาะดินจะถูกอัดให้เข้าใปอยู่ในกระเช้าและจะไม่ หลุดออกเพราะมีลิ้นกั้นอยู่ในเวลายกขึ้นมา ทำซ้ำกันเรื่อย ๆ จนดินถูกอัดเต็มกระเช้าจึงนำมาเทออก การเจาะจะดำเนินไปจนกระทั่งถึงขั้นดินแข็งปานกลาง จึงเปลี่ยนมาใช้กระเช้าชนิดไม่มีลิ้นที่ปลายเก็บต่อไปจนได้ความลึกที่ต้อง การ
3.2 การตรวจสอบการเคลื่อนพังของดินในขั้น ที่ไม่มีปลอกเหล็กชั่วคราว ในระหว่างการเจาะเอาดินขึ้น จะหมั่นตรวจสอบว่าผนังดินพังหรือยุบเข้าหรือไม่ โดยดูจากชนิดของดินซึ่งเก็บขึ้นมาควรจะต้องสอดคล้องกับความลึกและคล้ายคลึง กับเข็มตันแรก ๆ ถ้าตรวจพบว่าดินเกิดจากการเคลื่อนพังจะรีบแก้ไขในทันทีโดยตอกปลอกเหล็กชั่ว คราวให้ลึกลงไปอีก

 

 

ขั้นตอนที่ 4 การตรวจสอบรูเจาะก่อนใส่เหล็กเสริม

4.1 การวัดความลึก โดยวัดจากความยาวของสายสลิงรวมกับความยาวของกระเช้าตักดิน
4.2 การ ตรวจสอบก้นหลุม ใช้สปอร์ตไล้ท์ส่องดูก้นหลุมว่ามีการยุบเข้ามีน้ำซึมหรือไม่ ถ้ามีน้ำซึมที่บริเวณก้นหลุมจะเทคอนกรีตแห้งลงไปประมาณ 50 ซม. และกระทุ้งให้แน่นด้วยตุ้มเหล็ก จากนั้นใช้ปูนทราย 1:1.5 เทลงไปประมาณ 30-50 ซม. ก่อนใส่เหล็ก

 

 

ขั้นตอนที่ 5 ใส่เหล็กเสริม

5.1 ชนิดของเหล็กเสริม ส่วนเหล็กเส้นกลมตาม มอก. 20-2524( SR-24 ) ส่วนเหล็กเส้นข้ออ้อยตาม มอก. 24-2524 ( SD-30 )
5.2 ขนาดและปริมาณเหล็กเสริม การต่อเหล็กใช้วิธีต่อทาบไม่น้อยกว่า 40 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางและใช้ลวดผูกเหล็กผูกบิดแน่น
5.3 การ ใส่เหล็กเสริม หย่อนกรงเหล็กให้อยู่ตรงกลางของรูเจาะจนถึงระดับที่ต้องการ และยึดให้แน่นหนาเพื่อที่ขณะเทคอนกรีตกรงเหล็กจะไม่ขยับเขยื้อน

 

 

ขั้นตอนที่ 6 การเทคอนกรีต

6.1 ชนิดของคอนกรีต คอนกรีตที่ใช้เป็นคอนกรีตผสมหน้างาน หรือคอนกรีตผสมเสร็จ ( READY MIX ) มีกำลังอัดประลัยที่ 28 วัน เมื่อทดสอบโดยแท่งทรงกระบอกขนาด 15 x 30 ซม. ( cylinder ) ไม่น้อยกว่า 210 กก/ซม 3 ซีเมนต์ที่ใช้เป็นซีเมนต์ปอร์มแลนด์ ประเภท 1 และใช้ความยุบของคอนกรีตประมาณ 8-12 ซม. เพื่อให้คอนกรีตเกิดการอัดแน่นด้วยตัวเองเมื่อเทลงรูเจาะไปแล้ว
6.2 วิธี เทคอนกรีต เมื่อรูเจาะได้รับการตรวจสอบและอนุมัติให้เทคอนกรีตได้ จะรีบทำการเทคอนกรีตทันทีเพื่อไม่ให้รูเจาะอ่อนตัวหรือกระทบความชื้นในอากาศ นานเกินไปจนสูญเสียแรงเฉือนได้ การเทคอนกรีตจะเทผ่านกรวย ปลายกรวยเป็นท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 ซม. ยาว 3.0 เมตร คอนกรีตจะหล่นลงตรง ๆ โดยไม่ปะทะผนังรูเจาะหรือกรงเหล็กจะช่วยลดการแยกตัวของคอนกรีต
6.3 วิธีทำให้คอนกรีตแน่นมากขึ้น เมื่อทำการเทคอนกรีตถึงระดับ - 5.00 ถึง - 3.00 จากระดับดินปัจจุบันจะทำการอัดลมเพื่อให้คอนกรีตอัดตัวแน่นมากขึ้น

 

 

ขั้นตอนที่ 7 การถอดปลอกเหล็กชั่วคราว

จะ ต้องเทคอนกรีตให้มีระดับสูงกว่าปลอกเหล็กชั่วคราวพอสมควร จึงจะเริ่มถอดปลอกเหล็กขึ้น โดยปกติขณะถอดปลอกเหล็กจะต้องให้มีคอนกรีตอยู่ภายในปลอกเหล็กไม่น้อยกว่า 3 เมตร เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ชั้นดินอ่อนบีบตัว ทำให้ขนาดเสาเข็มเจาะเปลี่ยนไปและเป็นการป้องกันมิให้น้ำใต้ดินไหลซึมเข้ามา ในรูเจาะก่อนที่จะถอดปลอกเหล็กชั่วคราวออกหมด จะต้องเติมคอนกรีตให้มีประมาณเพียงพอและเผื่อคอนกรีตให้สูงกว่าระดับที่ต้อง การประมาณ 30-75 ซม. ในกรณีที่หัวเสาเข็มอยู่ต่ำจากระดับดินปัจจุบัน เพื่อป้องกันมิให้หัวเข็มที่ระดับที่ต้องการสกปรกเนื่องจากวัสดุหรือเศษดิน ร่วงหล่นลงไป ภายหลังการถอดปลอกเหล็กออกหมดแล้ว

 

 

ขั้นตอนที่ 8 การบันทึกรายงานการจัดทำเสาเข็ม

บันทึก ณ ที่สนง. ก่อสร้างที่ปฏิบัติงานเสาเข็ม
8.1 หมายเลขกำกับเสาเข็ม
8.2 วันที่เจาะ เวลาเริ่มเจาะ เวลาแล้วเสร็จในการเจาะ เวลาเริ่มเทคอนกรีต เวลาถอนท่อเหล็กชั่วคราวจนแล้วเสร็จ
8.3 ระดับดิน ระดับตัดหัวเข็ม ระดับความลึกปลายเสาเข็ม ความยาวของท่อเหล็ก ปลอกชั่วคราว
8.4 ความคลาดเคลื่อนของศูนย์เข็ม และระยะเบี่ยงเบนของเสาเข็มในแนวดิ่ง
8.5 รายละเอียดของชั้นดิน
8.6 รายละเอียดเหล็กเสริมในเสาเข็ม และปริมาณคอนกรีต
8.7 อุปสรรที่เกิดขึ้น หรือเหตุผิดปกติต่าง ๆ
8.8 ค่าวินิจฉัย สั่งการ ของเจ้าหน้าที่อาคาร , วิศวกรผู้ออกแบบ , ผู้ควบคุมงานของเสาเข็มต้นนั้น ๆ

 

 

>>>>กลับไปด้านบน<<<

 

----- หน้า 1 / หน้า 2 / หน้า 3 / หน้า 4 -----

 

 

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

- โพสต์ทูเดย์

- http://www.oknation.net/blog/civil/2007/08/13/entry-1/comment

- http://horoscope.sanook.com/fengshui/fengshui_02200.php

 

 

สรรสร้างฯ